สารทำความเย็น R32

26/07/2018

มีคำถามมากมายเกี่ยวกับสารทำความเย็นชนิดใหม่ที่ผู้เขียนได้รับฟังมาเกี่ยวกับการเลือกซือเลือกหาเครื่องปรับอากาศระบบ R32 กับ R410a วันนี้เลยเข้ามาไขข้อข้องใจของคำถามที่ผู้บริโภคควรรู้เกี่ยวกับ

"การเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศระบบ R32 กับเครื่องปรับอากาศระบบ R410a"

สารทำความเย็น R410a คืออะไร?
R410a คือสารผสมซึ่งประกอบขึ้นด้วยสารประกอบสองชนิดคือสารทำความเย็น R32 (อัตราส่วนร้อยละ 50) และ R125 (อัตราส่วนร้อยละ 50) ดังนั้นเมือนำสารทำความเย็นทั้งสองชนิดคือ R32 มารวมเข้ากับ R125 จึงถูกตั้งชื่อใหม่ว่า R410a โดย R410a นี้ได้ขึ้นทะเบียนกับสถาบัน ASHRAE (American Society of Heating, Refrigerating and Air Conditioning Engineers, USA) ในกลุ่มสาร Azeotropic Mixture ผู้ผลิตและนักวิทยาศาสตร์ที่ผลิต R410a รายแรกได้นำสารทำความเย็น R125 เข้าไปผสมด้วยจำนวนหนึ่งหรือในอัตราส่วนร้อยละ 50 โดยอาศัยคุณลักษณะพิเศษของอนุพันธ์สารชนิดนี้ที่มีปริมาณของฟลูออรีนเข้มข้นเพื่อเข้าไปทำการยับยั้งไม่ให้สารทำความเย็น R32 ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสารที่สามารถติดไฟได้ (Class A2L) ไม่ให้ลุกติดไฟได้โดยง่าย แต่ยังคงความสามารถในการทำความเย็นได้ดีเยี่ยมและต้องทำความเย็นได้ดีกว่า R22 แต่เนื่องจากความดันไอและจุดเดือดของสารชนิดใหม่นี้ต้องการแลกเปลี่ยนความร้อนให้ได้ดีกว่า R22 จึงมีความจำเป็นต้องสร้างระบบเครื่องปรับอากาศชนิดใหม่เพื่อให้รองรับและ Matching กับสารทำความเย็น R410a เพื่อให้สัมพันธ์กับแรงดันไอและจุดเดือดของน้ำยาแอร์ เสมือนเป็นการปรับ Hardware (เครื่องปรับอากาศ) ให้เจอกับ Software (R410a) นั่นเอง

สารทำความเย็น R32 คืออะไร?
เริ่มต้นด้วย R410a ก่อนแล้วค่อยมาดู R32 กัน ถึงตอนนี้หลายคนคงเริ่มพอเข้าใจบ้างแล้วนะครับ R32 ต่างกับ R410a ตรงที่ผู้ผลิตนำ R32 มาใช้ในอัตราส่วนเต็ม 100 คือการนำเอาสารทำความเย็น R32 ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีจุดเดือดเพียงจุดเดียว (ไม่ได้เรียกว่า "สารเชิงเดี่ยว" ตามที่หลายคนชอบเรียกกันนะครับ) มาใช้งานตรงเลยโดยไม่นำไปผสมกับสารประกอบ R125 เหมือนใน R410a อีกต่อไป และเนื่องด้วย R32 เป็นกลุ่มสาร A2L (ติดไฟได้) ผู้ใช้งานจึงต้องปฎิบัติการด้วยความระมัดระวังกันด้วย แรงดันไอที่สูงกว่า R410a ขนาดของโมเลกุลที่มีความโตกว่า R410a ส่งผลให้ค่า Density (ค่าความถ่วงจำเพาะ) เปลี่ยนแปลงและมีมวล/ปริมาตรไม่เท่ากัน ปริมาณการเติมน้ำยาเมื่อระบบเกิดการรั่วไหลก็ไม่เท่ากันอีกด้วย ที่น่าเป็นห่วงคือเมื่อความโตของขนาดโมเลกุลที่มีมากกว่าและค่าความถ่วงจำเพาะที่น้อยกว่า และการติดไฟได้ง่ายกว่า R410a อัตราการเกิด Explosion ก็ย่อมมีมากกว่าเป็นเงาตามตัว ทั้งนี้ผมได้พูดรวมไปถึงการที่ในปัจจุบันช่างแอร์ชอบที่จะนำถังน้ำยาแอร์ R22 แบบ "ใช้แล้วทิ้ง" ที่บางกว่าภาชนะเหล็กหรือถังเหล็กของ R32 เพื่อนำไปแบ่งบรรจุตามร้านอะไหล่แอร์ต่าง ๆ อีกด้วยนะครับ

R32 ใช้เติมเพิ่มในระบบ R410a เมื่อระบบมีการรั่วหรือใช้เติมทดแทนได้ทั้งหมดจริงหรือ?
เท่าที่เห็นใน YouTube ขณะนี้มีช่างแอร์บางท่านได้ออกมาแนะนำกันว่าใช้น้ำยาแอร์ R32 เติมเพิ่มเพื่อชดเชยรั่วในระบบ R410a กันได้แล้ว ผู้เขียนจึงใคร่ขอฝากคำแนะนำไว้เสียเล็กน้อยนะครับ หากช่างแอร์ "อยากทำ" หรือ "อยากเปลี่ยนแปลง" อะไรก็ตามในระบบเครื่องปรับอากาศที่เป็นการลองผิดลองถูกจะเพื่อการทดลองก็ดีหรือจะเป็นการคิดนอกกรอบก็ดีหรือจะเพื่อลดค่าใช้จ่ายก็ดีให้ลองพิจารณาดังต่อไปนี้

1.ท่านได้แจ้งเจ้าของบ้าน, เจ้าของอาคาร, เจ้าของระบบเครื่องปรับอากาศแล้วหรือไม่ว่าท่านได้ทำการ Top Up (เติมเพิ่ม) หรือ Retrofit (เปลี่ยนน้ำยาจาก R410a เป็น R32) เพราะในกรณีเช่นนี้หาก Owner ตรวจพบว่าระบบปรับอากาศของเขาได้ถูกเปลี่ยนแปลงจากระบบ R410a ไปเป็น R32 จะทั้งหมดหรือบางส่วนก็ดีโดยที่ Owner ไม่รับรู้หรือรับทราบและโดยที่ท่านไม่ได้รับอนุญาตท่านอาจเข้าข่ายการทุจริตและอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ในภายหลังนะครับ ดังนั้นการ Retrofit (การเปลี่ยนน้ำยาแอร์ชนิดใหม่ทดแทนในระบบเดิม) จึงควรแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเจ้าของเครื่อง, เจ้าของระบบได้รับรู้และอนุญาตด้วย 
2.เมื่อ Owner (เจ้าของ) เห็นพ้องกับท่านและยินยอมให้ปฏิบัติตามในข้อที่ 1 หลังจากทำงานเสร็จแล้ว "ท่านได้ติดสติ๊กเกอร์หรือฉลากเพื่อบ่งบอกว่าระบบเดิมคือ R410a นั้นได้ถูกเติม Top Up (เติมชดเชย) หรือ Retrofit (เปลี่ยนน้ำยาแอร์ชนิดใหม่ทดแทนในระบบเดิม) เป็น R32 แล้วใช่หรือไม่"
3.ท่านยินยอมรับผิดชอบในความเสียหายที่อาจจะตามมาเนื่องจากระบบเดิมเขาออกแบบไว้สำหรับ R410a และท่านได้ทำการเติมสาร R32 เข้าไปทดแทนให้แก่ Owner ใช่หรือไม่
4.ท่านต้องการ Top Up (เติมชดเชย) หรือ Retrofit (เปลี่ยนน้ำยาแอร์ชนิดใหม่ทดแทนในระบบเดิม) จาก R410a เป็น R32 ข้อกล่าวอ้างที่ท่านอ้างว่าน้ำยาแอร์ R410a นี้มันซ่อมบำรุงยากกว่า R32 และ R32 มันช่วยลดภาวะโลกร้อนได้มากกว่า หรือที่จริงมันเป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่เรารู้ทั้งรู้ว่าความจริงก็คือน้ำยาแอร์ R410a มันมีราคาแพงกว่า R32 ท่านจึงอยากลดต้นทุนในการให้บริการลง เพื่อให้ได้กำไรมากขึ้นเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจทำเช่นนั้น ซึ่งผู้บริโภคเขาไม่ได้รับรู้ตรงนี้ด้วย ใช่หรือไม่
5.เพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงานผู้เขียนแนะนำให้ใช้สารทำความเย็นหรือน้ำยาแอร์ตามที่ฉลากกำหนดและตามที่ระบบเครื่องปรับอากาศนั้น ๆ ได้ออกแบบและดีไซน์สำหรับสารทำความเย็นแต่ละชนิดจะมีความปลอดภัยกว่าครับ เว้นแต่ในกรณีที่ท่านได้มีการพิสูจน์หรือทดลองและผู้บริโภคส่วนใหญ่ยอมรับได้และท่านได้ทำตามข้อ 1-3 แล้วเช่นนี้ปัญหาที่ตามมาก็จะไม่ทำให้ท่านปวดหัวได้นะครับ 

ทำไมตอนนั้นระบบเครื่องปรับอากาศไม่ก้าวกระโดดจาก R22 ไป R32 เลยทำไมต้องมี R410a ด้วย?
ในอดีตเราทุกคนกลัวการใช้สารทำความเย็นกลุ่ม Class A2, A2L, A3 หรือกลุ่มสารติดไฟครับ และปัจจุบันหลายคนก็ยังคงกลัวอยู่พูดง่าย ๆ ใคร ๆ ก็กลัวเรื่องการติดไฟนี้ ในตอนนั้นเขาเลือกใช้ R407c ทดแทนในระบบ R22 เป็นชนิดแรกก่อนที่ระบบเครื่องปรับอากาศจะถูกพัฒนากลายมาเป็นระบบ R410a และสารทดแทน R22 กลุ่มนี้ต่อมาก็ถูกพัฒนาขึ้นอีกหลายรุ่นจนถึงปัจจุบันเพื่อใช้แทนในระบบ R22 เดิมรวมไปถึง BPX-55 และ BPX-44 ของ Blue Planet ด้วยเช่นเดียวกัน ต่อมาก็ออกแบบระบบใหม่เพื่อให้ใช้ได้กับสารทำความเย็น R410a  ภาวะโลกร้อนยุคสมัยเมื่อ 20-30 ปีก่อนไม่ได้หนักหน่วงเหมือนทุกวันนี้ มาถึงปัจจุบันนี้เราคงต้องยอมรับแล้วว่าภาวะโลกร้อนส่งผลต่อโลกของเราอย่างเห็นได้ชัดเจนแล้ว R32 จึงได้ปรากฎตัวสู่สาธารณชนและออกมาพร้อมกับประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในอุตสาหกรรมระบบเครื่องปรับอากาศใหม่ที่คุณเห็นในวันนี้

จริงหรือที่ระบบเครื่องปรับอากาศ R32 นั้นถูกเคลมว่า "ใหม่ล่าสุด" ?
สำหรับ "น้ำยาแอร์ R32 นี้มีมานานแล้วครับมันเกิดขึ้นบนโลกนี้มากกว่า 30 ปี" ส่วนที่ว่าใหม่ล่าสุดน่าจะหมายถึงระบบเครื่องปรับอากาศ R32 ต่างหากครับที่ใหม่ล่าสุด ระบบเครื่องปรับอากาศ R32 จึงเป็นการออกแบบ Hardware (ระบบเครื่องปรับอากาศ R32) ให้เจอกับ Software (น้ำยาแอร์ R32) นั่นเอง ดังนั้นจึงขอให้ตีความเสียใหม่นะครับ น้ำยาแอร์หรือสารทำความเย็น R32 ถูกผลิตขึ้นมานานกว่าสามสิบปีแล้ว ส่วนระบบเครื่องปรับอากาศ R32 เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ครับ
 
แยกให้พิจารณาระหว่างระบบ R410a กับระบบ R32 แบบเข้าใจง่ายเป็นอย่างไร?

ถ้าคุณเลือกระบบที่ 1: ระบบเครื่องปรับอากาศ R410a
ใช้น้ำยาแอร์ R410a = R32 (50%) + R125 (50%)
เป็นสารไม่ติดไฟ Class A1 (ไม่มีพิษ, ไม่ติดไฟ)
ODP = 0 เมื่อ CFC11 = 1 
GWP = 2088 เท่าของ CO2
"กลัวติดไฟเลือก R410a กินกระแสไฟฟ้ามากกว่า R32 เล็กน้อย ใช้งานได้กับเครื่องปรับอากาศขนาด 10-30 ตัน"

ถ้าคุณเลือกระบบที่ 2: ระบบเครื่องปรับอากาศ R32
ใช้น้ำยาแอร์ R32 = R32 (100%)
เป็นสารติดไฟ A2L (ไม่มีพิษ, ติดไฟได้ไม่รุนแรง, ระยะเปลวสั้น) 
ODP = 0 เมื่อ CFC11 = 1
GWP 675 เท่าของ CO2
"อยากลดภาวะเรือนกระจกเลือก R32 (ลดลง 3.09 เท่า) ประหยัดพลังงานกว่า R410a เล็กน้อย ใช้งานได้เฉพาะเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ที่สุด 4 ตัน"

ODP = Ozone Depletion Potential (ค่าการทำลายชั้นบรรยากาศ) ตามสนธิสัญญามอนทรีออล, แคนาดา
GWP = Global Warming Potential (ค่าการสร้างภาวะเรือนกระจก) ตามสนธิสัญญาเกียวโต, ญี่ปุ่น


R32 ที่บอกว่า GWP ต่ำเพียง 675 เท่าของ CO2 เมื่อ R410a เท่ากับ 2088 เท่าของ CO2 ก็ถือว่าช่วยลดภาวะโลกร้อนได้จริง เรื่องนี้เป็นความจริงใช่หรือไม่ครับ?
เป็นความจริงที่สุดครับ มันช่วยลดภาวะโลกร้อนได้จริงครับเพราะมีปริมาณของฟลูออรีนต่ำการสร้างภาวะเรือนกระจกก็เลยต่ำและช่วยลดภาวะโลกร้อนลงจาก R410a ได้ถึง 3.09 เท่าเลยทีเดียว

ได้ยินมาว่า R32 นั้นเป็นสารติดไฟได้และอยู่ใน Class A2L?
ใช่ครับ R32 นั้นติดไฟได้ทว่า R32 เป็นสารทำความเย็นกลุ่มติดไฟกลุ่มแรกที่ถูกพิจารณานำมาใช้ใน Residential Air Conditioning (เครื่องปรับอากาศสำหรับที่อยู่อาศัยและสำนักงาน) ที่อยู่ใน Class A2L ชนิดลุกติดไฟได้ "เปลวไฟสั้น" ไม่แผ่วงกว้างอย่างรวดเร็วเหมือน R290, R600a ใน Class A3 จึงปลอดภัยมากกว่า ถามว่าต้องมีมาตรการป้องกันไหม ก็ควรจะมีนะครับอาจจัดเตรียมเครื่องดับเพลิงขนาดเล็กติดตั้งไว้ใกล้บริเวณคอยล์ร้อนเผื่อในกรณีฉุกเฉินย่อมดีกว่าไม่มีระบบป้องกันเลย 

A2L คืออะไรกันแน่?
A1 = ไม่ติดไฟ, ความเป็นพิษต่ำ
A2L = ติดไฟ, เปลวไฟสั้น, ความเป็นพิษต่ำ
A2 = ติดไฟ, เปลวไฟปานกลาง, ความเป้นพิษต่ำ
A3 = ติดไฟรุนแรง, เปลวไฟพุ่งยาว, ความเป็นพิษต่ำ
ดังนั้นในการเชื่อมท่อเพื่อซ่อมรอยรั่ว ให้พึงระลึกเสมอว่ายังคงมีไอน้ำยาของ R32 อยู่ภายในนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องไม่บล็อกวาล์วขณะเชื่อมและต้องแน่ใจว่าไม่มีน้ำยาหลงเหลือในระบบแล้ว (อย่าปิดระบบเชื่อม) และอย่าใช้อ๊อกซิเจนเช็ครั่วเป็นอันขาด ถ้าอยากให้มั่นใจก็ทำแว็คคั่มเสียก่อนว่าระบบเครื่องปรับอากาศของคุณนั้นไม่มีไอน้ำยาแอร์ R32 หลงเหลือแล้วจะได้ทำงานกันได้อย่างปลอดภัยครับ น้ำยาแอร์ติดไฟได้เล็กน้อยหรือติดไฟได้รุนแรงถึงอย่างไรมันก็คือสารติดไฟ จึงไม่ควรประมาทกันนะครับจะเป็น Pro ด้านการลดภาวะโลกร้อนก็ต้องพิจารณาเรื่องของ Safety ทั้งต่อตนเองและผู้อื่นด้วยนะครับ

ได้ยินมาว่าสารทำความเย็น R32 นั้นมีแรงดันไอสูงกว่า R410a มากเช่นกันใช่หรือไม่?
มากกว่าเล็กน้อยครับ สารทำความเย็น R32 มีแรงดันไอที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส =  345 ปอนด์ต่อตารางนิ้วและที่ 60 องศาเซลเซียส = 555 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
สารทำความเย็น R410a มีแรงดันไอที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส =  336 ปอนด์ต่อตารางนิ้วและที่ 60 องศาเซลเซียส = 536 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
สารทำความเย็น R22 มีแรงดันไอที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส =  206 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว และที่ 60 องศาเซลเซียส = 331 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว

วันนี้หากช่างแอร์ไม่เลือกซื้อถังหรือภาชนะเหล็กบรรจุน้ำยาแอร์ที่มีความหนาเพียงพอและเหมาะสมกับสารทำความเย็น R410a และ R32 ที่มีแรงดันสูง ขณะที่ช่างบางคนยังคงไม่ใช้ตาชั่งเพื่อตวงน้ำหนักของน้ำยาแอร์ให้ได้มาตรฐานแต่เลือกใช้วิธีประมาณเอาว่าน้ำหนักน้ำยาที่ไหลเข้าถังด้วยมือเปล่าคือเท่าใด รวมไปถึงอุณหภูมิที่ร้อนจัดของเมืองไทยในฤดูร้อนที่พุ่งทะลุเกิน 40 องศา C ถ้าคุณสังเกตดีดีจะพบว่า สารทำความเย็น R22 นั้นก๊าซจะขยายตัวจากย่าน 40 - 60 องศาเซลเซียสเพียง 125 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ส่วน R410a และ R32 นั้นก๊าซจะขยายตัวมากกว่าคือ 200 และ 210 ปอนด์ต่อตารางนิ้วเมื่ออุณภูมิเคลื่อนสูงขึ้นตามลำดับ ขณะที่ขนาดของโมเลกุลและความถ่วงจำเพาะนั้นก็น้อยกว่าการบรรจุน้ำยาแอร์ลงบนพื้นที่เท่ากันจึงได้ปริมาณที่้่น้อยกว่า สมการนี้ทำให้เห็นว่าหากคุณใช้ถังน้ำยาคุณภาพต่ำ, สภาพเก่าหรือชำรุด มาเติมสารทำความเย็นชนิดใหม่นี้และขาดการชั่งตวงวัดที่ดี หรือการนำไปจัดวางในที่ร้อนจัด เติมน้ำยาจนแน่นถึงขีดสุด ความหายนะของการเกิด Explosion "ระเบิด" ที่ไซท์งานจะเพิ่มขึ้นเท่ากับ 1.60-1.68 เท่าทันทีเมื่อเทียบกับ R22 ทั้งนี้ผมยังไม่ได้เอาขนาดความหนาของถังเหล็กของ R22 ที่มีความบางต่างกับ R410a และ R32 ถึง 50% และปริมาตรการบรรจุเข้าไปเฉลี่ยคำนวณให้ด้วยนะครับ เรื่องเหล่านี้ช่างแอร์ควรศึกษาไว้เช่นเดียวกัน  
 
น้ำยาแอร์ R22 กำลังจะถูกยกเลิกแล้ว ไม่มีการผลิตอีกต่อไปแล้วจริงหรือไม่?
ใช่ครับมันกำลังจะถูกยกเลิกในปี ค.ศ.2030 แต่ยังมีการผลิตอยู่นะครับ R22 เป็นสาร HCFCs มีค่าการทำลายโอโซน 5.5% เมื่อ CFC11 มีค่าเท่ากับ 100% แต่ในราชอาณาจักรไทยยังได้รับอนุญาตให้นำเข้าได้จนถึงปี ค.ศ.2030 หรือ พ.ศ.2573 คนที่มีระบบเครื่องปรับอากาศ R22 อยู่แล้วจึงยังไม่ต้องกังวลมากเพราะยังมีน้ำยาแอร์ใช้จนกว่าเครื่องปรับอากาศของคุณจะพังครับ แต่ต้องยอมรับว่าราคาน้ำยาแอร์อาจสูงขึ้นกว่าเดิมในปีสองปีนี้ เว้นเสียแต่ว่าคุณมีสตางค์ที่จะเปลี่ยนและอยากเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศไปใช้เป็นระบบสารทำความเย็นหรือน้ำยาแอร์ที่ไม่ทำลายโอโซนอย่าง R32 หรือ R410a หรืออาจเลือก Retrofit เพื่อเปลี่ยนน้ำยาแอร์ในระบบเดิมเป็น R407c, R417a, BPX55 โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศและไม่ทำลายโอโซนรวมไปถึงการพิจารณาถึงการลดภาวะโลกร้อน

น้ำยาแอร์ R410a กำลังจะถูกยกเลิกแล้ว ไม่มีการผลิตอีกต่อไปแล้วจริงหรือไม่?
ถ้าเป็นเรื่องของ "สารทำความเย็นหรือน้ำยาแอร์ R410a จะหมดไปหรือไม่นั้น" ขอตอบว่าไม่จริงครับ แต่ถ้าเป็นเรื่องของเครื่องปรับอากาศก็ต้องดูว่าเป็นประเทศใด ประเทศไทย, สหรัฐอเมริกา, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ยุโรป ข้อมูลที่ให้แก่ผู้บริโภคต้องชัดเจนนะครับ บ้านเรายังมีการบิดเบือนข้อมูลกันอยู่มาก อย่างเมืองไทย, ยุโรป, ญี่ปุ่นแนวโน้มจะไปทาง R32 ก็ต้องระบุว่าเป็น Region ไหน ประเทศใด กลุ่มใด แอร์ขนาดใด กี่บีทียู ไม่ใช่คุยเหมาเข่งน้ำท่วมทุ่งเพื่อหวังขายแต่ผลิตภัณฑ์ R32 เพียงอย่างเดียวโดยไม่ลืมหูลืมตา โดยไม่ให้ข้อมูลที่แท้จริงแก่ผู้บริโภคนะครับ R32 ตอนนี้ขนาดใหญ่สุดคือ 4 ตัน R410a ขนาดใหญ่สุดนั้นมีผลิตไปถึงขนาด 10-30 ตัน ตลาดฝั่งสหรัฐอเมริกาและจีนที่มีอัตราการอุปโภคสารทำความเย็นมากที่สุดในโลกขณะนี้ยังคงเลือกใช้ R410a เป็นจำนวนมากในแอร์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดของสหรัฐอเมริกา R32 ถูกพิจารณาในบางส่วนที่เป็นแอร์เล็กทว่าสัดส่วนของ R410a นั้นยังคงมากกว่า R32 ทั้งในฝั่งสหรัฐอเมริกาและจีน ในอัตราส่วน 5:3:2 (R410a:R32:R22) 

แนะนำ "ทางเลือกการซื้อเครื่องปรับอากาศใหม่" ไว้แบบนี้นะครับ

ระบบเครื่องปรับอากาศ R22:
ข้อดี - ข้อเสีย ของการเลือกระบบเครื่องปรับอากาศ R22 และระบบเครื่องปรับอากาศ R407c
1.คุณไม่ต้องถอดแอร์เก่าไปขายทิ้งเป็นเศษเหล็กเพราะรับรองได้ว่าสารทำความเย็น R22 จะยังมีการผลิตรองรับการใช้งานไปจนถึงปี ค.ศ.2030 หรือ ปี พ.ศ.2573
2.เครื่องปรับอากาศราคาถูกดี เพราะตอนนี้โรงงานต่าง ๆ กำลังปรับเปลี่ยนแผนและไลน์การผลิตไปสู่ระบบ R410a และ R32
3.เป็นสาร Single Substance มีจุดเดือดเพียงจุดเดียวจึงซ่อมบำรุงได้ง่ายกว่า ไม่มีปัญหาเรื่อง Composition Shift หรือ Temperature Glide ในระบบ
4.ราคาสารทำความเย็นถูกที่สุดวันนี้แต่จะแพงที่สุดในวันหน้า 
5.มีค่าการทำลายโอโซนหรือ ODP = 0.055 และมีค่าการสร้างภาวะโลกร้อน GWP = 1810 เท่าของ CO2
6.ไม่ใช่สารติดไฟและถูกจัดอยู่ใน Class A1
7.ไม่เป็นพิษต่อมนุษย์
8.ถ้าน้ำยาหรือสารทำความเย็น R22 ไม่มีขายในตลาดแล้ว คุณยังเปลี่่ยนมาใช้สารทำความเย็นทดแทนได้หลากหลายชนิดที่เป็นกลุ่มสาร HFCs ในสายพันธุ์เดียวกันกับ R410a และ R32 อาทิเช่น R407c, R417a, BPX4400, BPX5500 กลุ่มนี้ได้อีก ซึ่งไม่ทำลายโอโซนและประหยัดพลังงานได้เหมือนกับ R410a และ R32 
9.แรงดันไอต่ำ 158 ปอนด์ต่อตารางนิ้วที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส มีการขยายตัวจาก 40 องศาเซลเซียสถึง 60 องศาเซลเซียสเพียง 125 ปอนด์ต่อตารางนิ้วจึงปลอดภัยจากการ Explode มากกว่า
10.ถ้าเป็นระบบ R22 ไม่สามารถเข้าสู่ ISO14000 ได้แต่ถ้าหากเปลี่ยนเป็นระบบ R407c สามารถเข้าสู่ ISO14000 ว่าด้วยเรื่องของสิ่งแวดล้อมได้
11.ไม่รองรับ ISO14000, ISO50001
12.ถ้าเปลี่ยนสารทำความเย็นเข้าทดแทนในระบบ R22 หรือ R407c ด้วยสารทำความเย็น R417a, BPX4400, BPX5500 ก็รองรับ ISO14000, ISO50001

ระบบเครื่องปรับอากาศ R410a:
ข้อดี - ข้อเสีย ของการเลือกระบบเครื่องปรับอากาศ R410a
1.ถ้าแอร์เก่าของคุณเป็นระบบ R22 คุณต้องซื้อแอร์ใหม่หรือเครื่องปรับอากาศใหม่เป็นระบบ R410a นี้เท่านั้น
2.เครื่องปรับอากาศราคาสูงกว่า R22 เพราะยังถือว่าเป็น New Trend อยู่แม้ว่าขณะนี้กำลังมีระบบ R32 เข้ามาแชร์ส่วนแบ่งการตลาดก็ตาม
3.เป็นสาร Azeotrope มีจุดเดือดสองจุดก็จริง แต่ซ่อมบำรุงได้ง่ายทีเดียว Composition Shift  และ Temperature Glide ต่ำ สามารถเติมเพิ่มเพื่อชดเชยรั่วได้โดยไม่ต้องทำการดูดถ่ายน้ำยาแอร์ออกจากระบบแล้วเติมใหม่ทั้งหมด (Tips: ที่บอกเล่ากันมาเป็นสิบปีว่าต้องปล่อยน้ำยาแอร์ทิ้งทั้งหมดแล้วเติมใหม่นั่นคือ R407c น่ะเรื่องจริงเพราะมี Temperature Glide vs Composition Shift สูงเพราะนั่นมันผสมกัน 3 ตัวที่อัตราส่วนแตกต่างกันและมีจุดเดือดถึง 3 จุดเมื่อระบบมีการรั่วมันจึงระเหยออกไปไม่พร้อมกันแต่ไม่ใช่ใน R410a ซึ่งมีสารประกอบเพียง 2 ตัวและมีจุดเดือดของทั้งสองต่างกันเพียง 3.5 องศาเซลเซียส มันจึงเกาะตัวกันแน่นนะครับ ดังนั้นคนที่เคยบอกว่า R410a รั่วแล้วต้องปล่อยน้ำยาออก + Vaccum แล้วเติมใหม่ทั้งหมด ท่านเคยทำการทดลองหรือไม่ครับว่าเรื่องที่เล่าต่อกันมานี้เป็นความจริงหรือไม่ มันสามารถเติมเพิ่มเพื่อชดเชยได้เมื่อระบบมีการรั่วไม่เกินกว่า 30% ครับ สำหรับ R410a นี้ *ครับการเปิดเผยนี้อาจทำให้เราขายน้ำยาแอร์ R410a ลดลงหลายเท่าตัว ผู้ค้าหลายคนอาจไม่ชอบใจ แต่ผู้บริโภคและช่างแอร์ชอบใจแน่เพราะท่านจะประหยัดน้ำยาแอร์ได้มากขึ้น อย่างน้อยผลพลอยที่สำคัญอีกอย่างก็คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่าง R410a ที่มีค่า GWP 2088 เท่าของ CO2 ออกสู่ชั้นบรรยากาศโดยไม่จำเป็นจะไม่เกิดขึ้นอีก เมื่อเป็นเช่นนั้นค่า GWP ก็จะลดต่ำลงในลำดับต่อไปสำหรับผู้ประกอบการที่ติตตั้ง R410a 
4.ราคาสารทำความเย็นลดลงมาจากเดิมมากแล้วและจะลดลงอีกในวันข้างหน้า 
5.มีค่าการทำลายโอโซนหรือ ODP = 0 และมีค่าการสร้างภาวะโลกร้อน GWP = 2088 เท่าของ CO2
6.ไม่ใช่สารติดไฟและถูกจัดอยู่ใน Class A1
7.ไม่เป็นพิษต่อมนุษย์
8.สามารถแปลงระบบไปใช้เป็นระบบ R32 ได้ในอนาคตโดยการปรับเปลี่ยนหรือปรับแต่งอุปกรณ์บางชนิด R32 จุดเดือด -52c, R410a จุดเดือด -51c Water น้ำ หรือ R718 จุดเดือด +100c ของเหลวบางอย่าง (สมมติ) จุดเดือด +99c ยกตัวอย่างนะครับ คุณคิดว่าท่อประปาจะรับแรงดันของหลวใด ๆ ที่มีจุดเดือดต่ำกว่าน้ำ +/- 1c
(c = องศาเซลเซียส) ได้หรือไม่ ลองพิจารณากันดูครับ
9.แรงดันไอสูง 259 ปอนด์ต่อตารางนิ้วที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส มีการขยายตัวจาก 40 องศาเซลเซียสถึง 60 องศาเซลเซียสเพียง 200 ปอนด์ต่อตารางนิ้วจึงมีความเสี่ยงจากการ Explode มากกว่า R22
10.รองรับ ISO14000, ISO50001

ระบบเครื่องปรับอากาศ R32:
ข้อดี - ข้อเสีย ของการเลือกระบบเครื่องปรับอากาศ R32
1.ถ้าแอร์เก่าของคุณเป็นระบบ R22 คุณต้องซื้อแอร์ใหม่หรือเครื่องปรับอากาศใหม่เป็นระบบ R32 นี้เท่านั้น
2.เครื่องปรับอากาศราคาสูงกว่า R22 แต่แลกเปลี่ยนความร้อนได้ดีที่สุดเวลานี้
3.เป็นสาร Single Substancd มีจุดเดือด เพียงจุดเดียวไม่ผสมกับใครซ่อมบำรุงได้ง่ายทีเดียวเหมือน R22 แต่แรงดันไอต่างกัน ไม่ต้องห่วงเรื่องของ Composition Shift  และ Temperature Glide สามารถเติมเพิ่มเพื่อชดเชยรั่วได้ทันทีโดยไม่ต้องทำการดูดถ่ายน้ำยาแอร์ออกจากระบบแล้วเติมใหม่ทั้งหมด
4.ราคาสารทำความเย็นลดลงมาจากเดิมมากแล้วและจะลดลงอีกในวันข้างหน้า 
5.มีค่าการทำลายโอโซนหรือ ODP = 0 และมีค่าการสร้างภาวะโลกร้อน GWP = 675 เท่าของ CO2
6.เป็นสารติดไฟและถูกจัดอยู่ใน Class A2L
7.ไม่เป็นพิษต่อมนุษย์
8.สามารถใช้สารทำความเย็น R410a ทดแทนได้ในบางกรณีที่จำเป็น แต่การทำความเย็นจะด้อยลงเล็กน้อย R32 จุดเดือด -52c, R410a จุดเดือด -51c Water น้ำ หรือ R718 จุดเดือด +100c ของเหลวบางอย่าง (สมมติ) จุดเดือด +99c เปรียบเทียบง่าย ๆ นะครับคุณคิดว่าท่อประปาจะรับแรงดันของ ๆ เหลวที่มีจุดเดือดต่ำกว่าน้ำ +/- 1c (c = องศาเซลเซียส) ได้หรือไม่ ลองพิจารณาครับ
9.แรงดันไอสูง 265 ปอนด์ต่อตารางนิ้วที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส มีการขยายตัวของแรงดันไอจาก 40 องศาเซลเซียสถึง 60 องศาเซลเซียส 210 ปอนด์ต่อตารางนิ้วจึงมีความเสี่ยงจากการ Explode มากกว่า R22 และ R410a
10.รองรับ ISO14000, ISO50001 

ระบบเครื่องปรับอากาศ R22 ที่่ต้องการ Retrofit เป็น BPX55:
ข้อดี - ข้อเสีย ของการ Retrofit จากระบบ R22, R407c, R417a, R424a, R290 ไปเป็นระบบสารทำความเย็น BPX55
1.คุณไม่ต้องถอดแอร์เก่าไปขายทิ้งเป็นเศษเหล็กเพราะรับรองได้ว่าสารทำความเย็น BPX5500 จะยังมีการผลิตรองรับการใช้งานไปจนกว่าแอร์คุณจะพัง
2.ไม่ต้องซื้อเครื่องปรับอากาศใหม่เพราะเป็นการ Retrofit เปลี่ยนระบบสารทำความเย็น แต่ต้องทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันคอมเพรสเซอร์ใหม่จาก MO เป็น POE กรณ๊ที่ต้องการเปลี่ยนจาก R22 เป็น BPX5500 (สำหรับระบบ R407c, R417a, R424a ภายในเป็นน้ำมันคอมเพรสเซอร์ชนิด POE อยู่แล้วจึงไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันคอมเพรสเซอร์)
3.เป็นสาร Azeotrope ซึ่งใช้ทดแทนในระบบ R22, R407c ที่มี Composition Shift และ Temperature Glide ต่ำที่่สุดและมีความสามารถในการทำความเย็นในระบบ R22, R407c ที่ดีที่สุดเวลานี้ สามารถเติมน้ำยาแอร์ชดเชยเมื่อรั่วได้ทันทีเมื่อมีอัตราการรั่วไม่เกินกว่า 20% จึงไม่สิ้นเปลืองและลดภาวะโลกร้อนเพราะไม่ต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกไปทั้งหมดเหมือนใน R407c
4.ราคาสารทำความเย็นสูงกว่า R22 และมีราคาสูงกว่า R410a เล็กน้อย แต่ย่อมเยาว์กว่า่ R417a และ R424a
5.มีค่าการทำลายโอโซนหรือ ODP = 0 และมีค่าการสร้างภาวะโลกร้อน GWP = 2465 เท่าของ CO2
6.ไม่ใช่สารติดไฟและถูกจัดอยู่ใน Class A1
7.ไม่เป็นพิษต่อมนุษย์
8.ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำยาไม่มีจำหน่ายเพราะสารตั้งต้นคือสาร HFCs ซึ่งยังมีใช้กันอย่างแพร่หลายเวลานี้
9.แรงดันไอต่ำ 150 ปอนด์ต่อตารางนิ้วที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส มีการขยายตัวจาก 40 องศาเซลเซียสถึง 60 องศาเซลเซียสเพียง 120 ปอนด์ต่อตารางนิ้วจึงปลอดภัยจากการ Explode มากกว่า R22, R32, R410a
10.รองรับ ISO14000, ISO50001
11.ประหยัดพลังงาน 15-20% เมื่อเทียบกับ R22


Tips:
Blue Planet ไม่ได้มีทัศนคติในเชิงลบต่อระบบเครื่องปรับอากาศชนิดใหม่ซึ่งใช้สารทำความเย็น R32 นะครับ ในทางตรงข้ามเราเห็นว่าการช่วยกันลดภาวะโลกร้อนนั้นเป็นสิ่งที่ดีและประชาคมโลกควรช่วยกันรณรงค์ครับ ทว่าด้วยจรรยาบรรณขององค์กรเล็ก ๆ ของเราซึ่งขณะนี้เราเป็นหน่วยงานกลางที่ได้รับความเชื่อถือและมียอดผู้อ่านและติดตามผ่านเว็บไซต์ www.blueplanet.co.th ด้านสารทำความเย็น มากที่สุด ผมจึงจำเป็นต้องให้ข้อมูลซึ่งเป็นข้อเท็จจริงในทุกแง่มุม เพื่อให้เจ้าของอาคาร, คอนโดมิเนียม, ร้านสะดวกซื้อ, ห้างสรรพสินค้า, โรงแรม, โรงพยาบาล, โรงงาน, องค์กรของรัฐต่าง ๆ ได้มีความรู้ความเข้าใจและเข้าใจถึงวิธีคิดในการประดิษฐ์สารทดแทน R22 ชนิดใหม่ ๆ , วิธีการซ่อมบำรุงที่ถูกต้องและสมบูรณ์, ความปลอดภัยและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหากเกิดอุบัติภัยขึ้น รวมถึงความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจนตามรายละเอียดด้านล่าง เพื่อให้การเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศของแต่ละบุคคลเป็นอย่างถูกต้อง, โปร่งใสและตรงใจ Owner มากที่สุดเท่านั้นครับ
Flammable = การลุกติดไฟ, การวาบไฟ
Explosion = การวาบไฟ
Toxic = ความเป็นพิษของสารเคมี
Energy = การประหยัดพลังงาน
ODP = การทำลายโอโซน
GWP = การสร้างภาวะโลกร้อน
Valuable = ความคุ้มค่าในการลงทุนและการคืนทุน

Jackie Blue - Blue Planet
ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงที่ทุกท่านได้กรุณาติดตามข้อมูลข่าวสารจาก www.blueplanet.co.th เป็นอย่างดี บริษัทไม่สงวนสิทธิในข้อมูลเหล่านี้และอนุญาตให้นำไปเปิดเผยได้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน หากมีความผิดพลาดประการใดใคร่ขออภัยมา ณ ที่นี้
ท่านที่ไม่ได้เป็นลูกค้าก็สามารถเข้ามาติดตามข่าวสารได้ ไม่ปิดกั้นครับ หากท่านผู้ใดสนใจผลิตภัณฑ์ของเราก็สามารถติดต่อมาได้ที่
02-8884700, 081-5004700, 086-3004700, 086-3238087 

"บัญญัติข้อแรกแห่งการค้าคือสัจจะ" คือสิ่งที่่ยังคงใช้ได้เสมอ Blue Planet Refrigerant ที่ผมจำหน่ายอยู่ขณะนี้อาจไม่ใช่น้ำยาแอร์ที่มีราคาถูกที่สุด แต่เป็นน้ำยาแอร์ที่มีให้คุณเลือกมากที่สุดและดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ครับ

ขอขอบคุณและสวัสดีครับ

Jackie blue
www.blueplanet.co.th
26.07.2018 (Update)