Phuket & I

22/05/2019

ตอน: Phuket & I

ต้นฤดูร้อนปี พ.ศ.2535 ผมมีความคิดขึ้นมาว่าจะไปท่องเที่ยวภูเก็ตกับเพื่อนสนิทกันชื่อ "ไอ้จิ๋ว" ก่อนหน้านั้นสามเดือนเราวางแผนกันว่า ..

..
เฮ้ยจิ๋วเราลาพักร้อน ขับรถไปเที่ยวภูเก็ตกันดีกว่า ไม่เคยไปว่ะอยากลองไปดูสักครั้งหนึ่ง ไอ้จิ๋วท้วงผมในบัดดล เฮ้ยมันไกลนะเป็นพันกิโลเชียวมึงจะขับรถไหวเหรอ แต่รับปากว่าไปด้วย โอเคดีเลย งั้นกูไปเขียนใบลาพักร้อนส่งเจ้านายเลยนะ ^^

..
อารมณ์ตอนนั้นคืออยากไปเกาะภูเก็ตให้ได้ก็เลยเห็นช้างตัวเท่าหมูเพราะระยะทางค่อนข้างไกลและใช้เวลามากทีเดียวอย่างน้อย ๆ ก็ต้องสิบสองถึงสิบสี่ชั่วโมง อีกอย่างเห็นว่ามันน่าท้าทายดี อยากขับรถข้ามสะพานสารสินให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิตอ่ะครับ ก็แบบว่า .. เอาวะไปก็ไป (ฮา)

..
ลองนึกภาพตามกันดูนะครับ ภูเก็ตนั้นเป็นเกาะเราต้องขับรถจากฝั่งพังงาข้ามสะพานสารสินประมาณสัก 1 กม.น่าจะได้กระมัง คือต้องขับรถข้ามไปสู่เกาะภูเก็ตเลยนะครับ แล้วข้างล่างสะพานกับรอบ ๆ ใต้สะพานนี่มันคือมหาสมุทรอันดามันเลยนะ เคยแต่ขับรถข้ามสะพานคลองแสนแสบกันช่วงเช้า ๆ รถติด ๆ น้ำในคลองก็สีดำสนิท เหมือนที่พวกเราขับรถไปทำงานและเจอกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นล่ะครับ

..
ตอนนั้นไม่มีอะไรในหัวเลย มีแต่จินตนาการครับ นึกภาพถึงเกาะภูเก็ตแล้วก็อืมมม.. (อมยิ้ม) มึงยิ้มอะไรวะบุ๊ง! (อาม๊าตะโกนเรียกมาแต่ไกลขณะที่ผมกำลังนั่งฝันกลางวันเพลิน ๆ ของผมอยู่ที่หน้าทีวี) ไปล้างห้องน้ำให้อั้วหน่อยไป ไปเร็ว ๆ! (ฮา) อ้า .. วิวมันต้องสวยมาก ๆ แน่ ๆ เกาะภูเก็ตต้องเหมือนเกาะฮาวายแน่ ๆ เลยนะครับ

..
เมื่อมาถึงวันที่กำหนดเดินทาง ขณะเตรียมตัวออกจากบ้านผมรีบโทรนัดแนะกับไอ้จิ๋วปรากฎว่า "มันเบี้ยวครับ" ไอ้จิ๋วเบี้ยวผมกลางอากาศเลย บอกไปไม่ได้แล้วว่ะกูติดงานด่วน! อ้าว เว้ย เฮ้ย อ๋อ เหรอ เออ ว้า!! (คือตอนนั้นแบบว่าไม่รู้จะอุทานคำว่าอะไรดี เกิดอาการมึนงงเล็กน้อย คว้าเซียงเพียวอิ๊วอาม๊ามาดมซะแทบไม่ทัน) ป๊าดดดด .. งานเข้ากูละทีนี้ ทำอย่างไรต่อไปดีวะเนี่ย ทำไงดี ทำไงดี เฮ้อ ไปภูเก็ตคนเดียวเนี่ยนะ นับเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ต้องตัดสินใจและเซ็งสุดขีด (นี่กูจะคืนพักร้อนเขาได้มั้ยว่าเนี่ย คือสิ่งแรกที่คิดออกเลยตอนนั้น)

..
ลองจินตนาการว่าุคุณเพิ่งจะขับรถเป็นไม่นานแล้วต้องขับรถไปจังหวัดภูเก็ตคนเดียวสิครับว่ามันน่าคิดมากไหม ตอนนั้นก็ถามตัวเองนะว่าจะเราจะ "ไปต่อ" หรือ "จะหยุด" อยู่บ้านดูหนังในลองวีคเอนดี วันนั้นโกหกเตี่่ยว่าจะไปเที่ยวแค่เพชรบุรีจำได้เลย "ลื้อจะเอาน้ำตาลสดไหม ขากลับเดี๋ยวอั็วซื้อมาให้" จำได้ว่าบอกแกไปแบบนี้ เก็บเสื้อผ้าเรียบร้อย แปรงสีฟัน, ยาสีฟัน สบู่, ยาดม, ยาอม, ยาหม่อง, ผ้าเช็ดตัว, กางเกงยีน, เสื้อผ้า, หวี (อันนี้ลืมไม่ได้), กูลิโกะ, คาราด้า, มาม่า, แฟนต้า, สไปรท์ กล้วยหอม, ทิชชู, ไฟฉาย งานนี้กูจัดมาเผื่อมึงครบไอ้จิ๋วแต่ดันทะลึ่งไม่ไปด้วย เฮ้อ! คิดแล้วก็กลุ้ม มึงนะมึงทำกูได้ (ฮา)

..
เตี่ยมองดูผมปะหลับปะเหลือก แล้วก็เห็นผมเดินไปเดินมาหน้าทีวีหลายตลบ จนอดไม่ไหว .. เฮ้ย! กูเห็นมึงเดินไปเดินมาตั้งท่าตั้งนานแล้วทำไมยังไม่ออกไปอีก เย็นแล้วขับรถยากนะไอ้บุ๊ง ครับ ๆ ไปแล้วครับ (หน้าเจ๋อมากตอนนั้น แบบว่ากูจะเอายังไงดี ไปดีหรือไม่ไปดีน้า ^^) อารมณ์ตอนนั้นกลัวหน้าแตกยับเดี๋ยวหมอไม่รับเย็บเพราะวางแผนมานานแถมคุยโม้ไว้เยอะว่าจะไปนอนพักร้อนตากอากาศริมทะเลเสียหน่อย ก็เลยรีบสวัสดีเตี่ยแล้วก็แอ่นแอ๊น .. ไปก็ไปวะ แต่เนี่ยไปคนเดียวจะไหวไหมวะเนี่ย (เสียงใครคนหนึ่งในหัวผมมันกระซิบกระซาบให้หวั่นไหวอย่างไรไม่รู้ แต่ก็ไม่เชื่อมันและรีบโยนเป้ขึ้นรถทันที)

..
คล้ายแจวเรือออกจากฝั่ง .. เหมือนนกจะบินออกจากรัง 
สุดท้ายไม่ลืมหยิบนาฬิกาคู่ใจขึ้นมาดูเอาฤกษ์เอาชัยเสียหน่อย ออกแม่งห้าโมงเย็นนี่ล่ะสุดยอดละ! (มั่วใช้ได้ไม่ต้องรอถามซินแสที่ไหน) ตัดสินใจออกเดินทางจากปากซอยเพชรเกษม 3 (ซอยเกษจำเริญ) เวลาประมาณห้าโมงเย็นจนได้ (ฮา) แต่ก็แอบเคืองไอ้จิ๋วไม่ได้จริง ๆ กร๊อดดด!!! (ผมกัดฟันเสียงดังถึงบางระจัน 555) .. ปัจจุบันนี้เพื่อนจิ๋วของผมเป็นอย่างไรเหรอครับ ไม่ต้องห่วงครับ มันสบายดี ตอนนี้มันได้ประกอบอาชีพเป็นไกด์ฺพานักท่องเที่ยวชาวจีนเที่ยวเมืองไทยแล้วครับมันได้ชดใช้กรรมของมันเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ผมอวยพรบอกมันว่า "จิ๋วเอ๊ย" กูขอให้มึงได้ลูกค้าเยอะ ๆ และขอให้ปีหนึ่ง ๆ มึงได้พาลูกค้าไปภูเก็ตสักห้าสิบเที่ยวนะจิ๋วนะ (ฮา)

..
สมัยก่อนนั้นเส้นทางลงใต้เป็นสองเลนบ้างสี่เลนบ้าง ส่วนใหญ่เป็นเลนที่ต้องสวนกันคือไปหนึ่งเลนและกลับหนึ่งเลนไม่สะดวกสบายเหมือนสมัยนี้ เวลาแซงรถสิบล้อต่อกันเจ็ดคันนี่ต้องตั้งสติให้ดีห้ามฟั่นเฟือนหรือตาลายโดยเด็ดขาด มือขวาถือพวงมาลัย มือซ้ายถือเอ็มร้อย (แก้ง่วง) .. สมัยนี้มือขวาถือพวงมาลัยมือซ้ายต้องถือนี่เลยไม่ใช่ไฟฉายนะแต่เป็น "ไอโฟน" (แก้เหงา ๆ 555)

.. 
เท้าขวาผมกดลงบนแป้นคันเร่ง ตามองเพ่งเขม็งไปข้างหน้า มือกำพวงมาลัย (โคตร) แน่น แล้วต้องรีบเร่งแซงรถสิบล้อทั้งเจ็ดคันให้จงได้ในครั้งเดียว บางทีก็แซงได้ บางทีก็แซงไม่ได้ บางทีแซงไปได้ครึ่งขบวนแล้วก็ต้องหยุดแล้วถอยหลังมาตั้งหลักใหม่ เพราะฝั่งที่สวนมาเป็นพี่สิบล้อยักษ์บรรทุกหนักพี่เขาก็พุ่งสวนขึ้นมาเหมือนกัน นี่เลนของพี่น้องจงถอยกลับไปตั้งหลักใหม่เลย ไม่อย่างนั้นอาจเจอลำแสงไฟซุปเปอร์ไซยาพุ่งเข้าตาก็เป็นได้ บวกลบคูณหารแล้วก็ต้องถอยครับสิครับพี่น้อง (ฮา)

..
พอแซงไปได้ซักพักประมาณห้านาทีก็ปวดฉี่ครับพี่น้อง คือทำไมมึงต้องมาปวดฉี่ตอนนี้ด้วยวะสมบูรณ์ อันนี้คุยกับตัวเองตอนนั้น เลี้ยวซ้ายเข้าปั้มรีบปฏิบัติภารกิจล้างหน้าล้างตาให้เสร็จ ๆ พอจะเดินขึ้นรถเท่านั้น .. โอ๊หม่ายก๊อดดด! ภาพที่ปรากฎตรงหน้านี่ทำเอาเข่าอ่อนเลยล่ะครับ มันตามมาหลอกหลอนผมอีกครั้งที่ปั้มแห่งนี้ ทำไมหรือครับ ..

..
ก็รถพี่สิบล้อยักษ์ทั้งเจ็ดวิ่งที่ผมเพิ่งแซงไปเมื่อสักครู่นี้ ถึงตอนนี้ได้กรูวิ่งผ่านหน้าปั้มไปเฉยเลยตอนที่ผมเดินออกจากห้องน้ำหลังเสร็จภารกิจแล้ว เฮ็ย! นี่ขนาดเผื่อเวลาขับล่วงหน้ามาก่อนสิบนาทีแล้วนะเนี่ย นี่ผมต้องกลับไปแซงพี่พี่กันอีกรอบเหรอเนี่ย เฮ้อเพลียจัง ^^

..
จะถึงภูเก็ตไหมเนี่ยเรา ความยุ่งยากใจของคนที่ไม่เคยขับรถทางไกลและไม่ชำนาญทางเริ่มผุดขึ้นในใจผมอีกครั้ง .. ท่าทางการไปเยือนภูเก็ตครั้งนี้จะไม่ง่ายดายอย่างที่คิดเสียแล้ว (ผมคิดในใจตอนนั้น) หรือว่าเราจะไปเที่ยวแค่ จังหวัดชุมพรก็ดีนะ .. จะเจออีกกี่ขบวนเนี่ย .. เฮ้อ ท้อจริง ๆ

..
ผ่านไปเจ็ดชั่วโมงราวเที่ยงคืนผมมาถึงสี่แยกปฐมพรด้วยความเหนื่อยล้า เพราะไม่เคยขับรถไกล ๆ อารมณ์ "องุ่นเปรี้ยวมะนาวหวาน" เริ่มเกิดขึ้นในใจอีกครั้ง เที่ยวชุมพรก็ได้ภูเก็ตเอาไว้วันหลังดีกว่า (ผมเริ่มผลัดวันประกันพรุ่งให้ตัวเอง) ว่าแล้วก็เช็คอินที่บังกาโลหลังหนึ่งในราคาย่อมเยาคืนละ 150 บาท (สมัยนี้สงสัยคงราว ๆ 700-800 บาท) และสลบไปโดยไม่ต้องกดสวิทช์ (ไม่ต้องถามว่าอาบน้ำก่อนนอนหรือเปล่า)

..
รู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อแสงอาทิตย์เริ่มสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง เสียงคลื่นทะเลซัดฝั่ง ซู่ ๆ โครมใหญ่ทำผมตกใจตื่นขึ้นเมื่อมองเห็นนาฬิกาตอนนั้นราวเก้าโมงเช้า ผมรีบอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยออกมายืนสูดอากาศบริเวณหาดทรายรี พบเจ้าของบังกาโลคนใต้ผิวคล้ำรูปร่างสันทัดทักทายผมออกสำเนียงภาษาใต้นิด ๆ อย่างอารมณ์ดีว่าไงพ่อหนุ่มจะไปเที่ยวไหนล่ะ ผมบอกด้วยสีหน้ากังวลและไม่ค่อยมั่นใจสถานที่ปลายทางที่จะไปนัก "จะ .. จะไปภูเก็ตครับลุง" ผมว่ามันสวยมาก ผมเคยเห็นภาพในนิตยสาร อสท.ครับ อยากจะไปเที่ยวที่นี่มานานแล้ว ต้องเดินทางไปอย่างไรต่อครับคุณลุง เพิ่งออกจากกรุงเทพมาเมื่อคืนและมาแวะพักที่ชุมพรนี่ล่ะครับ

..
อืมม ดีดี นี่ไปทางนี้ ไปทางแยกปฐมพรนี่ล่ะตรงผ่านจังหวัดระนองแล้วเข้าจังหวัดพังงาก็จะเข้าภูเก็ตพอดี .. ว่าแต่ว่ามันใช้เวลาอีกสักเท่าไรล่ะครับลุง? (ผมถามอย่างกังวลด้วยใจที่พลุ่งพล่านและพองโต) ก็น่าจะราว ๆ สามชั่วโมงได้กระมัง ... ลุงใจดีตอบมา ผมไม่รอช้ารีบโยนกระเป๋าขึ้นรถ ขอบคุณคุณลุงและกระโดดขึ้นรถแล้วทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ด้วยหวังว่าอีกแค่สามชั่วโมงเท่านั้นผมจะได้พบเห็นเกาะภูเก็ตที่ผมใฝ่ฝันอยากไปมานานเสียที จะได้ขับรถข้ามสะพานสารสินที่มีแต่น้ำทะเลสีครามสดใสเป็นประกายไม่ดำมืดเหมือนคลองแสนแสบอีกแล้ว คิดแล้วก็นะ...

..
สามชั่วโมงผ่านไปจากสี่แยกปฐมพรหลังเดินทางขึ้นเขาที่คดลดเลี้ยวระยะ 110 กิโลเมตร พบว่าผมเพิ่งมาถึงจังหวัดระนอง โอ้แม่เจ้า (เฮ้อโดนลุงหลอกแน่ ๆ เลย ฮือ ๆ โดนอีกแล้ว).. ไหนลุงบอกผมว่าอีกสามชั่วโมงก็จะถึงภูเก็ตแล้วไง เราขับรถมาอย่างไม่ลดราวาศอกเลยมาได้แค่นี้เอง ถึงแค่จังหวัดระนองเอง ผมขับผ่านบ่อน้ำแร่ขึ้นชื่อของ โรงแรมจันทร์สมธารา ความคิดหนึ่งมันแล่นผ่านสมองทันที เอ่อ .. อ่า .. เที่ยวเมืองระนองก็ดีน๊า ตัวผมอีกคนกระซิบบอกอยู่ข้างหู อย่าไปต่อเลยเรามาไกลมากแล้ว เหนื่อยแล้ว อยากพักแล้ว เซ็งแล้ว เบื่อแล้ว ชักจะไม่ไหวแล้ว ถ้าอยากไปภูเก็ตวันหลังชวนเพื่อนมาเยอะ ๆ ปีหน้าก็ได้นี่นา ทำไมต้องดันทุรังวันนี้ด้วย

..
อยู่อาบน้ำแร่อุ่นๆ ที่นี่ล่ะดีแล้ว.. ผมปลอบตัวเองแบบนั้นซ้ำ ๆ อยู่เสียสิบนาทีเห็นจะได้ แต่ว่่าทะเลมันอยู่ตรงไหน ไปตรงไหนกันล่ะนี่แล้วระนองมันอยู่ตรงส่วนไหนของแผนที่เนี่ย เฮ้องงจัง ไม่ได้วางแผนมาเที่ยวระนอง ไม่ได้เตรียมข้อมูลอะไรมาเลย เอาอย่างไรดี ๆ (มันวน ๆ ในหัวแบบนั้น) เสร็จแล้วก็แวะเข้าปั้มน้ำมันล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นก่อนออกเดินทางต่อ ขณะนั้นได้พบพี่สิบล้อใจดีหน้าดุ๊ดุเลยกัดฟันถามพี่เขาว่า "พี่ครับจังหวัดภูเก็ตนี่ไปอีกไกลไหมครับพี่ครับ" อ๋อ! (ทำหน้าดุ) ก็อีกประมาณสามร้อยกิโลเมตรเอง (ตอบเสียงห้วน) ใกล้ ๆ เอง (ตอนนั้นในใจอยากพาลุงใจดีที่ชุมพรมานั่งไปด้วยกันจังเลย ไหนบอกว่าใกล้อย่างไร .. ฮึ่มหลอกเราได้นะลุง สามร้อยกิโลเมตรเนี่ยนะ "ใกล้") ครับ ๆ ก็ขอบคุณพี่เขาไป พี่เขาหน้าดุแต่ใจดีนะครับ

..
ใจผมนะตอนนั้นยอมแพ้กับระยะทางแล้วครับ กะว่าจะหลอกตัวเองเดินเที่ยวเมืองระนองสักครู่ เอาขาไปจุ่มน้ำทะเลสักแอะ จับหอยสักสองตัว รับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้วหลังจากนั้นก็ตั้งใจจะขับรถกลับกรุงเทพเลย อันที่จริงผมหันหัวรถและกลับรถเตรียมเข้ากรุงเทพแล้วครับ เมื่อมาถึงปากทางออกของปั้มน้ำมัน เลี้ยวซ้าย < กรุงเทพ เลี้ยวขวา > พังงา-ภูเก็ต ผมชั่งใจอยู่นานกับระยะทางสามร้อยกิโลเมตรข้างหน้ากับการเดินทางกลับบ้านแล้วตอนนั้น แค่ขับไปภูเก็ตและกลับมาที่ระนองนี่ก็ปาเข้าไปหกร้อยกิโลเมตรแล้ว แต่ถ้าเริ่มต้นจากนี่แล้วกลับกรุงเทพเลย ระยะทางก็จะพอ ๆ กัน

..
และแล้วเสียงหนึ่งในตัวผมก็บอกกลับผมว่า .. 
"แล้วมึงจะขับมาตั้งไกลเพื่ออะไร" 
"แล้วเมื่อไรมึงจะมาอีก" 
"แล้วจะยอมแพ้กลับบ้านไปแบบนั้นหรือ" 
"แล้วจะบอกเพื่อนว่าภูเก็ตสวยงามแค่ไหนอย่างไร" 
"แล้วต่อไปจะทำอะไรสำเร็จไหม" 
แล้ว .. โอเค โอเค ไม่ต้องชวนทะเลาะ "ไปก็ได้ ไปก็ได้ว๊อย" ผมตัดสินใจหักเลี้ยวขวาแล้วบ่ายหน้าเข้าสู่ภูเก็ตโดยไม่มองกลับไปที่กระจกหลังอีกเพราะไม่อยากทะเลาะกับตัวเองอีกคนเพราะที่จริงมันชวนผมทะเลาะกันมาตั้งแต่อยู่กรุงเทพแล้ว (ฮา)

..
สามชั่วโมงต่อมา ผมขับผ่าน ตะกั่วป่าและท้ายเหมือง ผมเริ่มขับรถลัดเลาะสันเขาเรียบชายฝั่งภูเขามาเรื่อย ๆ และเป็นจุดแรกที่เริ่มเห็นมหาสมุทรอันดามันเป็นครั้งแรกในชีวิต สำหรับเด็กกรุงเทพวัยทำงานแรกรุ่นที่ไม่เคยเดินทางไกล เพิ่งขับรถเป็นไม่นานและประสบการณ์ไม่มีเลย ขณะนั้นต้องบอกเลยว่ามันช่างตื่นตาตื่นใจมากจริง ๆ ครับ เหมือนเราทำบางอย่างใกล้สำเร็จแล้ว

..
อีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมาจำได้คลับคล้ายคลับคราว่าเวลานั้นเกือบ 18.00 น. ผมกดคันเร่งลงไปอีกเล็กน้อยเพื่อไปให้ทันพระอาทิตย์ตกดินที่สะพานสารสินให้จงได้และเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการมาเยือนเมืองไข่มุกอันดามันครั้งแรกของชีวิต ตอนนั้นทั้งตัวและรถที่ผมขับอยู่นั้นมันช่างเบาหวิวเหมือนล้อไม่ได้แตะพื้นอย่างไรอย่างนั้น ไม่ได้ขับเร็วมากนะครับแต่รถมันลอยตัวมันลอย ใจของเรามันไปถึงเส้นชัยเสียแล้ว มันถึงสะพานสารสินก่อนตัวผมเรียบร้อยแล้ว

..
ไชโย! มาถึงแล้ว .. เราทำสำเร็จแล้ว เย้! 
แล้วผมก็มาถึงสะพานสารสินจนได้ .. นี่หรือสะพานสารสิน แล้ว .. ข้างหน้านี่หรือคือเกาะภูเก็ต เมืองชายฝั่งเมืองในฝันที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลกที่เราเคยอยากมาตั้งแต่เป็นเด็ก ๆ

..
หัวใจผมพองโตด้วยความดีใจแล้วขี้ผงก็เข้าตาจนได้ (อันนี้ไม่ได้ดราม่านะของจริงและไม่ได้ใช้น้ำตาเทียมด้วยสะพานสารสินยืนยันได้ 555) ผมยกมือซ้ายค่อย ๆ ปาดเอาน้ำน้อย ๆ ออกจากดวงตาที่อยู่ดีดีมันก็ซึมออกมาเฉย ๆ คงบังเอิญกระมังที่ผมโชคดีได้ทำภารกิจเล็ก ๆ นี้ได้สำเร็จ

..
ผมเริ่มขับรถนิสสัน FF สีขาวคันเก่าข้ามสะพานสารสินด้วยความประทับใจเป็นครั้งแรกแล้วขับไล่เรื่อยไปจนเข้าสู่ตัวเมืองจังหวัดภูเก็ต ก้าวแรกที่ลงภูเก็ตผมดิ่งตรงเข้าไปยังร้านอาหารชื่อดังรับประทานอาหารท้องถิ่น "โลบะ" อาหารพื้นเมืองของชาวภูเก็ตในทันที แบบว่าทำการบ้านมาก่อนแล้วว่าต้องไปรับประทานอาหารพื้นเมืองแบบนี้ได้ที่ร้านไหนและตรงไหน

..
ผมได้ไปขับรถเที่ยวหาดป่าตอง หาดกะรนและหาดกะตะ สามชายหาดชื่อดังที่เห็นในหนังสือ อสท. ผมขับรถลัดเลาะไปตามชายฝั่งเลียนแบบตามหนังภาพยนตร์ในอดีตที่เคยดูในวัยเด็กได้ตามที่ตั้งใจไว้จริง ๆ อันที่จริงผมขับรถวนมันไปรอบเกาะเลยตั้งแต่หาดบางเทา, หาดไม้ขาว, หาดสุรินทร์, หาดราไวย์, แหลมพรหมเทพ, อ่าวฉลอง ไล่เรื่อยไปทั้งเกาะ เป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิตที่วัยรุ่นคนหนึ่งได้รับในตอนนั้นและผมยังได้ฝ่าแรงต้านบางอย่างในใจออกไปอีกด้วย นั่นคือ "การต่อสู้อย่างลำพังได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร"

..
แค่ขับรถไปเที่ยวภูเก็ตเอามาเล่าทำไมอ่ะลุงแจ็คกี้ ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลย.. ผมเชื่อว่าบางคนแอบถามอยู่ในใจ ลุงมันเอาเรื่องพวกนี้มาเล่าทำไมไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหนเลย แค่ขับรถไปเที่ยวภูเก็ต .. ซึ่งมันก็จริงที่สุดครับและยอมรับเลยครับ เพียงแต่ ..

..
ผมแค่อยากฝากเรื่องประทับใจของผมนี้บันทึกเอาไว้ใน Webboard ของผมและ Blue Planet เพื่อให้เพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่วันหนึ่งบังเอิญได้ผ่านเข้ามา ได้เล็งเห็นถึงความตั้งใจและความเชื่อมั่นที่ซ่อนอยู่ในใจของมนุษย์อย่างพวกเรานะครับ

..
ยังมีอีกหลายคนที่เคยคิดว่าอยากจะทำโน่น อยากจะทำนี่
แต่ก็ได้แต่ฝันและถึงวันนี้ก็ไม่ได้ทำเสียที

..
หรือบางคนที่คิดว่ามันทำไม่ได้หรอก .. มันเป็นไปไม่ได้หรอกหรืออาจเคยมีใครบางคนเคยบอกคุณ เตือนคุณ หวังดีกับคุณว่า อย่าทำอะไรโง่ ๆ เลย อย่าไปเลยนะภูเก็ตมันอันตราย มันไกลมาก มันเสี่ยงนะ มันไม่ไหวหรอก ซึ่งนั่นก็จริงที่สุดอีกเหมือนกัน

..
บางทีนะ ผมหมายถึงบางทีและบางคน อาจพบว่าวันหนึ่งเมื่อคุณชรา คุณจะยังคงปักหลักอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน คุณจะทำอะไรแบบเดิมๆ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไร ไม่เคยได้พบโลกใบใหม่ ไม่เคยได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ และจะไม่เคยได้ไปไหน เพราะคุณไม่เคยกล้าที่จะเสี่ยงเลยในชีวิตนี้

..
ชีวิตบั้นปลายของอีกหลายคน ดูเศร้าครับ เงียบ บางทีเหงา คุณบางคนจะถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าทำไมคุณจึงเหงาและเดียวดาย ไม่มีอะไรให้ทำ ทุกวันตื่นขึ้นมาจะมีเพียงทีวีเครื่องเดียวที่เป็นเพื่อนสนิทของคุณ

..
บางทีการปล่อยให้ชีวิตได้ "เสี่ยง" บ้างในบางเรื่องที่ไม่ใช่การพนันขันต่อ แต่เป็นการ "เสี่ยง" ที่จะยอมลงทุน "พลังชีวิต" เพื่อแลกกับ "ความฝัน" บางอย่างในใจของคุณ มันอาจนำพาคุณให้หลุดพ้นจากพันธนาการบางอย่างไม่ช้าก็เร็ว

..
ผมขับรถมุ่งหน้าออกจากเกาะภูเก็ตข้ามสะพานสารสินออกมาเมื่อยี่สบหกปีก่อน เสียงที่เคยขัดแย้งในหูของผม เสียงของคนสองคนในตัวของผมที่ต่อสู้กันมาตลอดเส้นทางจากกรุงเทพนั้นได้หายไปแล้ว คงเหลือแต่เพียงเสียงเดียวที่ก้องอยู่ในหูจากวันนั้นถึงวันนี้ก็คือ "ต่อไปนี้ไม่มีอะไรที่เราจะทำไม่สำเร็จอีกแล้ว"

..
ถ้าคุณเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณเป็นและคุณมีปณิธานที่แน่วแน่และหวังอยากให้มันเป็น "คุณก็จะได้เป็น" แต่ถ้าคุณยังไม่เคยศรัทธาในตัวคุณเอง ให้ลองดูครับค่อย ๆ ก้าวออกไปทีละก้าว ทีละก้าว อย่างมั่นคงไม่ต้องรีบร้อน ผมเดินทางไปภูเก็ตด้วยความยากลำบาก สำหรับคนที่ไม่เคยเดินทางไกล ไม่มีประสบการณ์ในการขับรถมากนัก และเพิ่งขับรถเป็นใหม่ ๆ ถนนก็แค่สองเลนเท่านั้น มันไม่ง่ายเลยนะ ลองถามคนรุ่นเก่า ๆ ดูว่าจริงไหม ขับรถลงภาคใต้สมัยก่อนนั้นเป็นอย่างไร ทุกลักทุเลแค่ไหน

..
ผมเองก็เหมือนกับคนทั่วไป ต้องกินข้าว ต้องนอน ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวเหมือนคนทั่วไป มีความท้อแท้เป็น บางทีก็อยากท้อถอย อยากเลิก อยากล้ม อยากพัก อยากยุติ บางทีก็สิ้นหวังได้เหมือนกับทุก ๆ คนนั่นล่ะครับ แต่เมื่อวันใดก็ตามที่คุณเดินมาถึงจุดที่คุณมุ่งหวังหรือจุดหมายปลายทางที่คุณได้เคยตั้งใจไว้แล้วมองย้อนกลับไป คุณอาจพบว่าปัญหาบางอย่างที่คุณเคยพบมันไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คุณเคยคิดเลย

..
สิ่งที่คุณทำบางเรื่องถึงจะประสบความสำเร็จแม้เพียงเล็กน้อยแต่นั่นก็เรียกว่า "ความสำเร็จ" ไม่ใช่หรือ

..
ทุกวันนี้ผมยังรู้สึกขอบคุณลุงใจดีเจ้าของบังกาโลแห่งหนึ่งที่ชุมพรที่มองเห็นความตั้งใจจากแววตาและหน้าตี๋ของผมและผลักดันทำให้ผมไปถึงจุดหมายให้ได้และพี่สิบล้อใจดีหน้าดุซึ่งบอกผมว่า "แค่สามร้อยกิโลเมตรเองพี่ขับกันเป็นพันพันกิโลเมตรนะน้อง" ภูเก็ตอยู่ใกล้ ๆ แค่นี้เอง

..
ถ้าให้เปรียบทียบเหรอ "ชุมพร" วันนั้นมันเหมือนจุดที่วัดใจของเราว่าเราแน่วแน่แค่ไหนและเราเอาจริงไหม ส่วน "ระนอง" คือจุดเปลี่ยนผันของชีวิตมันเปลี่ยนเราจากความกลัวสู่ความกล้าหาญและสุดท้าย "เกาะภูเก็ต" มันคือ The Miracle of Life ของชีวิต มันคือรางวัล มันบอกเราและมันสอนเราว่า "ไม่มีอะไรที่ได้มาง่าย ๆ โดยที่คุณไม่เดินไปหามัน ผมเชื่อแบบนั้น"

..
เห็นไหมครับแค่อ่านให้ถึงตอนจบยังยากเลยใช่ไหมครับ ^^ 
จะมีสักกี่คนกันที่อ่านบทความกระจ้อยร่อยที่ไร้ค่าของผมจนถึงบรรทัดสุดท้ายนี้ .. ขอบคุณที่อ่านและขอให้คุณโชคดีผ่านทุกปัญหาในชีวิตนี้ครับ

..
by Jackie Blue
www.blueplanet.co.th